นางสาวสุภารสา สมบัติ 62121860125 สรุปองค์ความรู้จากการชมคลิปเด็กพิเศษสังเกตได้

                สรุปองค์ความรู้เด็กพิเศษสังเกตได้
ประเภทของเด็กพิเศษ
แบ่งออกเป็น 7 ประเภท
1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
3. บุคคลที่มีปัญหาทางอารมณ์และพฤติกรรม
4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
5. บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ
6. บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
7. บุคคลออทิสติก
        เด็กออทิสติก เด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือเด็กสมาธิสั้น ที่มีจำนวน 2.5 ล้านคนหรือประมาณ 1 ใน 5 ของเด็กในวัยเรียนชั้นอนุบาลถึงมัธยมอายุ 3-18 ปี ซึ่งเด็กในกลุ่มนี้ มีทั้งอยู่ในระบบการศึกษาและนอกระบบการศึกษา ซึ่งขาดการส่งเสริมดูแลตามพัฒนาการการเรียนรู้อย่างเข้าใจ เด็กในกลุ่มนี้ จึงมีความต้องการเฉพาะ ทั้งในด้านการเลี้ยงดูในครอบครัวและการศึกษาของโรงเรียน ต้องมีการจัดระบบการคัดกรอง วินิจฉัย ดูแลอย่างเหมาะสม
        ปัจจุบันมีทั้งเด็กพิเศษแท้-เด็กพิเศษเทียม แท็บเล็ต-สมาร์ทโฟน ทำให้เด็กเป็นสมาธิสั้นเทียม นอกจากความผิดปกติทางพันธุกรรม และการเลี้ยงดูจะเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กเด็กๆหลายคน กลายเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษแล้ว อีกหนึ่งสาเหตุข้อสำคัญไม่แพ้กัน คือเรื่องของภาวะโภชนาการ โภชนาการเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญกับการพัฒนาสมองของเด็กๆ มีผลต่อการสร้างเนื้อเยื่อสมอง และป้องกันความพิการ ของสมอง หาช่วงเวลานั้นเด็กขาดโภชนาการที่ดีส่งผลต่อระดับสติปัญญา การเรียนรู้จะต่ำ และมีปัญหาพฤติกรรมทันที
        การสังเกต (ความบกพร่องทางการมองเห็น)
เวลาเด็กเขียนหนังสือ จะหรี่ตา บ่นว่ามองไม่ชัด
        การสังเกต (ความบกพร่องทางการได้ยิน)
สังเกตโดยการเรียกดูว่าเขาหันมาหรือไม่
        การสังเกต (ความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม)
เด็กมีการซึมเศร้า หงุดหงิด ไม่อยากไปโรงเรียนหรือไม่
จะมีอาการร้องงอแงมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
        การสังเกต (ความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ)
สังเกตได้ชัดเจนจาก มีการเจ็บป่วยเรื้อรัง แขนขาลีบ เป็นโปลิโอ
        การสังเกต (ความบกพร่องทางสติปัญญา)
พัฒนาการในการเดิน การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ
        การสังเกต (ความบกพร่องทางการเรียนรู้)
ก่อนวัยเรียนอาจพูดช้า ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
        การสังเกต ( บุคคลออทิสติก)
ชอบทำอะไรแปลกๆซ้ำๆ พูดโต้ตอบคนอื่นไม่ได้ ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น
ในประเทศไทยมีเด็กด้อยโอกาสถึง 30 %
70% ในระบบการศึกษา
30% นอกระบบการศึกษา เช่นเด็กยากจน ครอบครัวแตกแยก เด็กด้อยโอกาส เด็กเร่ร่อน
        การเล่น เป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
        ของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับลูกก็คือ พ่อแม่ พี่น้อง หรือเด็กๆที่อยู่ร่วมกันในบ้าน
        เด็กพิเศษทุกประเภทสามารถพัฒนาได้เพียงแต่พ่อแม่ต้องใจเย็น อดทน ท่องคาถาไว้ในใจเสมอว่า เราต้องสู้ อีกทั้งพ่อแม่ต้องมีความรักและเข้าใจให้มากๆ คอยเป็นกำลังใจให้กัน

                               คำถาม
1.เด็กอนุบาลจะรู้ไหมว่าเป็นแอลดี (LD)/แอลดีรู้ได้ตั้งแต่อนุบาลหรือไม่
ตอบ เด็กแอลดีหรือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่านการเขียนและการคิดคำนวณ โดยเฉพาะทักษะด้านการอ่าน การเขียนเป็นทักษะที่พบมากที่สุด โดยทั่วไปคำที่ใช้เรียกว่า เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ หรือLD จะใช้เรียกเด็กในระดับประถมศึกษาขึ้นไป ส่วนเด็กที่อยู่ในระดับอนุบาลหรือเด็กเล็ก ซึ่งเป็นเด็กปทุมวัยนี้มักจะเรียกว่า เด็กที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ที่เรียกเช่นนี้เนื่องจากเด็กปฐมวัยบางคนอาจไม่ได้รับการเตรียมความพร้อมหรือได้รับแต่ไม่เพียงพอ จึงทำให้เด็กมีความล่าช้าในการเรียนรู้ นอกจากนี้การจัดการศึกษาในระดับอนุบาลมักจะเป็นการเตรียมความพร้อมในด้านร่างกาย อารมณ์สังคม และสติปัญญา มากกว่าการเน้นอ่าน เขียน และคิดคำนวณ แต่ในปัจจุบันนี้พ่อแม่ส่วนใหญ่ให้ลูกเรียนรู้การอ่าน การเขียน ตั้งแต่ช่วงปฐมวัย ดังนั้นเด็กในระดับอนุบาลหรือเด็กเล็กแสดงพฤติกรรมว่ามีความบกพร่องทางการเรียนรู้จึงยังไม่สามารถระบุว่าเป็น LD อย่างไรก็ตามเด็กปฐมวัยเมื่อได้รับการเตรียมความพร้อมที่ดีและเหมาะสม ก็จะมีความสามารถในการเรียนรู้ที่ดีได้ 
การค้นหาว่าเด็กคนใดบ้างที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีความบกพร่องทางการเรียนรู้เป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายจะต้องตระหนักและร่วมมือกัน การค้นหาจะใช้การสังเกตและเครื่องมือในการทดสอบ ซึ่งการสังเกตลักษณะหรือพฤติกรรมจะเป็นขั้นตอนแรกที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ใกล้ชิดสามารถดำเนินการได้ แต่สำหรับการใช้เครื่องมือ ในการทดสอบนั้นจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ได้รับการฝึกอบรมและผ่านการทดสอบการใช้เครื่องมือมาอย่างดีแล้วจึงจะสามารถดำเนินการได้ ผลจากการสังเกตหรือทดสอบจะสามารถบ่งชี้หรือระบุได้ว่า เด็กคนใดอยู่ในภาวะเสี่ยง ต่อการมีความบกพร่องทางการเรียนรู้และจะต้องได้รับการช่วยเหลือโดยเร็วต่อไป
2. พ่อแม่ที่มีลูกบกพร่องทางการได้ยิน จะมีวิธีการจัดการกับความเครียดอย่างไรบ้าง
ตอบ ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจว่า ความเครียดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน และเกิดได้ตลอดเวลา ในภาวะสังคมเศรษฐกิจปัจจุบัน ชีวิตประจำวันของทุกคนมีภาระกิจการงาน ภารกิจครอบครัว และสังคมที่ยุ่งเหยิง หากว่าเราต้องเผชิญกับปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้น ทำให้เกิดความกดดัน ความวิตกกังวล ความขัดแย้ง ความคับข้องใจ และในที่สุดจะนำไปสู่ความเครียด อย่างไรก็ตามความเครียดในชีวิตประจำวันที่เกิดขึ้นนั้น เป็นความเครียดที่ไม่ถาวร สามารถคลี่คลายได้ด้วยกาลเวลา และสติปัญญาในการแก้ไขสถานการณ์
สำหรับความเครียดที่เกิดจากปัจจัยทางสุขภาพหรือมีความบกพร่องทางร่างกาย เป็นความเครียดที่ไม่สามารถคลี่คลายได้ด้วยกาลเวลา แต่ต้องใช้สติปัญญาในการศึกษาและค้นหาวิธีเพื่อแก้ไขและพัฒนาสิ่งที่บกพร่อง ให้สามารถใช้การได้ระดับหนึ่ง และเรียนรู้ที่จะอยู่กับปัญหานั้น สิ่งสำคัญยิ่งคือการยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นกับเรา ทำให้เรามีสมาธิและสติปัญญาในการแก้ไขเพื่อพัฒนาสิ่งที่ยังคงอยู่ในตัวเราให้ดีที่สุด
ความเครียดของพ่อแม่ที่มีลูกบกพร่องทางการได้ยินจะค่อยๆ บรรเทาลงได้ แต่จะไม่สามารถขจัดออกไปได้หมด ทั้งนี้เนื่องจากพ่อแม่จะมีความวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาตามการเจริญวัยของลูก นอกจากความพยายามทุกด้านในการแก้ไขความบกพร่องด้วยการใส่เครื่องช่วยฟัง หรือประสาทหูเทียม การฝึกฝนการใช้ภาษาที่เริ่มล่าช้ากว่าเด็กปกติ พ่อแม่ยังมีภาระหนัก(มากกว่าการดูแลเด็กปกติมากๆ) ในการดูแลและกระตุ้นพัฒนาการเรียนรู้ให้สามารถเข้าสังคมและพัฒนาศักยภาพทางการศึกษา ซึ่งเป็นความหวังที่พ่อแม่ทุกคนต้องให้ลูกสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงดูตนเองและดำรงชีพอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ความก้าวหน้าในการพัฒนาตนทุกด้านของลูกจะเป็นกำลังใจที่ดี ทำให้ความวิตกกังวลของพ่อแม่ลดลง และความเครียดก็จะค่อยๆบรรเทาลง อย่างไรก็ตามต้องอาศัยความร่วมมือและความเข้าใจของคนในครอบครัว พ่อหรือแม่คนใดคนหนึ่งต้องเสียสละอาชีพการงาน ลดการทำงานลง และให้การดูแลลูกที่บกพร่องอย่างใกล้ชิด พี่หรือน้องของลูกที่บกพร่องทางการได้ยินต้องเป็นกำลังใจและให้การสนับสนุน
3.การสอนฝึกฟังฝึกพูดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำเป็นต้องสอนในห้องที่ปราศจากเสียงรบกวนหรือในห้องที่เงียบหรือไม่ ตอบ ในระยะแรกที่เริ่มฝึกจำเป็นต้องสอนในห้องที่เงียบแต่เมื่อฝึกจนกระทั่งเด็กสามารถฟังได้ดีแล้ว ผู้สอนควรฝึกให้เด็กฟังในที่ที่มีเสียงรบกวนด้วยเพื่อเด็กจะได้มีความสามารถในการฟังที่ดี และสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 






ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวปรมาภรณ์ อ่อนคำ 62121860115 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งที่ 2