นางสาวสุภารสา สมบัติ 62121860125 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งที่3

              สรุปความรู้ที่ได้ครั้งที่ 3
-ได้ทราบบุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านพฤติกรรมและอารมณ์
-ได้ทราบเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 
-ได้ทราบเกี่ยวกับเด็กออทิสติก

บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านพฤติกรรม  และอารมณ์
องค์ความรู้ที่ได้รับ
        บุคคลที่มีความบกพร่องทางด้านพฤติกรรม และอารมณ์ คือ บุคคลที่มีอารมณ์และพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปจากปกติเป็นอย่างมาก และปัญหาทางด้านพฤติกรรมนั้นเปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่องเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ไม่เป็นที่ยอมรับทางสังคม ส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กและผู้อื่น เป็นผลมาจากความขัดแย้งของเด็กกับสภาพแวดล้อม หรือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในตัวเด็กเองขาดความสัมพันธภาพกับเพื่อนหรือผู้อื่น และได้ทราบปัญหา สาเหตุ และเกณฑ์การพิจารณา
ทัศนคติ
        ทัศนคติที่เปลี่ยนไป คือ จากเดิมไม่ทราบว่าเด็กต้องการความพิเศษอะไร พอได้ศึกษาค้นคว้าดูจึงทราบว่า ความต้องการพิเศษคือ ความเข้าใจและสม่ำเสมอในการดูแล การให้กำลังใจในทัศนะทางบวก และให้โอกาส การบำบัดฟื้นฟูพฤติกรรม การควบคุมอารมณ์ การฝึกทักษะทางสังคม พัฒนาสัมพันธภาพเชิงบวกกับเพื่อนร่วมวัย การฝึกทักษะการช่วยเหลือตนเอง การฝึกทักษะทางวิชาการ นักจิตวิทยา สื่อของจริง สื่อธรรมชาติ ที่มีความปลอดภัย
ประทับใจ
        ประทับใจเพื่อนๆที่ตั้งใจฟังและไม่พูดคุยกันเสียงดังและได้คิดตามที่เพื่อนนำเสนอ เพื่อนตั้งใจฟังกันอย่างมาก ประทับใจอาจารย์ที่นำกิจกรรมผ่อนคลายมาให้พวกเราปฏิบัติกันอย่างมีความสุขรู้สึกผ่อนคลายไม่เครียดจนเกินไป สนุกสนานค่ะ
นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
        สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันโดยการทำความเข้าใจเพิ่มเติม ต่อยอดศึกษาข้อมูลที่ดียิ่งขึ้นเพราะว่าในอนาคตอาจต้องนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน


                  เด็กที่มีความต้องการพิเศษ 
องค์ความรู้ที่ได้รับ
        เด็กที่มีความต้องการพิเศษ คือ เด็กกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับการดูแล ช่วยเหลือเป็นพิเศษ เพิ่มเติมจากวิธีการตามปกติ ทั้งในด้าน การใช้ชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ และการเข้าสังคม เพื่อให้เด็กได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพของเขาเอง โดยออกแบบการดูแล ช่วยเหลือเด็ก ตามลักษณะความจำเป็น และความต้องการของเด็กแต่ละคน ได้ทราบปัญหา สาเหตุและเกณฑ์การพิจารณา
ทัศนคติ
        ทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือ ไม่ทราบว่า เด็กที่มีความต้องการพิเศษแบ่งออกเป็นกี่กลุ่มมีอะไรบ้างพอได้ศึกษาค้นคว้าดูจึงทราบว่า เด็กพิเศษ แบ่งออกเป็น3 กลุ่มหลักดังนี้ 1.เด็กที่มีความสามารถพิเศษ 2.เด็กที่มีความบกพร่อง 3.เด็กยากจนและด้อยโอกาส เด็กแต่ละกลุ่ม มีความจำเป็นต้องได้รับการดูแลช่วยเหลือเป็นพิเศษเหมือนกันแต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกัน ตามความเหมาะสมของเด็กแต่ละกลุ่ม แต่ละคน1) เด็กที่มีความสามารถพิเศษ เด็กกลุ่มนี้มักไม่ค่อยได้รับการดูแล ช่วยเหลืออย่างจริงจัง เนื่องจาก เรามักคิดว่าพวกเขาเก่งแล้ว สามารถเอาตัวรอดได้ บางครั้งกลับไปเพิ่มความกดดันให้มากยิ่งขึ้น เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะทำได้มากกว่าที่เป็นอยู่อีก เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง คือ กลุ่มเด็กที่มี ระดับสติปัญญา (IQ) ตั้งแต่ 130 ขึ้นไป เด็กที่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้าน อาจไม่ใช่เด็กที่มีระดับสติปัญญาสูง แต่มีความสามารถพิเศษเฉพาะด้านที่โดดเด่นกว่าคนอื่นในวัยเดียวกัน อาจเป็นด้าน ศิลปะ ดนตรี กีฬา การแสดง เด็กที่มีความคิดสร้างสรรค์
2) เด็กที่มีความบกพร่อง ก็มีเด็กที่มีความต้องการพิเศษอยู่ในนั้นด้วย
3) เด็กยากจนและด้อยโอกาส คือเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน ขาดแคลนปัจจัยที่จำเป็นในการเจริญเติบโต และการเรียนรู้ของเด็ก และรวมถึงกลุ่มเด็กที่ด้อยโอกาสทางการศึกษาจากสาเหตุอื่นๆ เช่น เด็กเร่ร่อน เด็กถูกใช้แรงงาน เด็กต่างด้าว ฯลฯ
นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
        จากการที่ได้ศึกษาหาความรู้ เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ควรได้รับการดูแลเพิ่มเติมด้วยวิธีการพิเศษ ซึ่งต่างไปจากวิธีการตามปกติ เพื่อช่วยให้สามารถพัฒนาได้เต็มตามศักยภาพที่มีอยู่ได้ เพื่อให้มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี มีโอกาสทางการศึกษาที่เท่าเทียม และได้รับการยอมรับในสังคม 

                          เด็กออทิสติก
องค์ความรู้ที่ได้รับ
        เด็กออทิสติกคือ เด็กที่มีความผิดปกติทางสมอง ซึ่งส่งผลให้เขามีปัญหาในการทำความเข้าใจและตอบสนองกับโลกภายนอก และทำให้เขามีพฤติกรรมและการแสดงออกที่แตกต่างจากเด็กปกติทั่วไป เมื่อแรกพบ เราอาจจะยังไม่สามารถบอกได้ว่าเด็กคนที่เราเห็นอยู่นั้นเป็นเด็กออทิสติกหรือไม่ เพราะไม่มีตัวบ่งชี้ที่เห็นได้ชัดเจนทำให้เด็กออทิสติกหลายคนถูกเข้าใจผิดในเบื้องต้นว่าเป็นเด็กที่มีปัญหาเรื่องดื้อ ซน และไม่สุภาพ ซึ่งจากสถิติชี้ว่ามีเด็กออทิสติกทั่วโลก ประมาณ 4 – 5 คน ต่อประชากรเด็ก 10,000 คน อีกทั้งยังมีนักวิจัยคาดการณ์จากสัญญาณที่เกิดขึ้นว่าอัตราการเกิดของเด็กออทิสติกนั้นอาจสูงเท่ากับ 23 คน ต่อประชากรเด็ก 1,000 คน โดยมีแนวโน้มที่จะพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิงถึง 4 เท่า จากการวินิจฉัยตามคู่มือและสถิติของสมาคมจิตแพทย์อเมริกันครั้งที่ 3 และ 4 พบภาวะออทิสซึมในเด็กอายุ 1 – 5 ปี เท่ากับ 9.9 ต่อประชากรเด็ก 10,000 คน อย่างไรก็ตาม สถิติพบว่ามีเด็กออทิสติกเกือบร้อยละ 10 ที่มีความเป็นอัจฉริยะในตัวและได้ทราบปัญหา สาเหตุ และเกณฑ์การพิจารณา อีกด้วย
ทัศนคติ
        ทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิมคือ เมื่อก่อนไม่ทราบว่า เมื่อก่อนไม่ทราบว่า การช่วยเหลือหรือแก้ไขเด็กออทิสติกมีความสำคัญอย่างไร ได้ศึกษาเพิ่มเติมจึงได้ทราบว่า เด็กมีภาวะออทิสซึมมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเมื่อสามารถระบุได้ว่าเด็กมีความผิดปกติเร็วเท่าใด ก็จะสามารถนำเด็กเข้ารับการรักษาหรือบำบัดได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการที่ดีขึ้น และสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้ตามศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ทั้งนี้ การวินิจฉัยเด็กออทิสติกควรเริ่มตั้งแต่อายุ 2 ขวบ โดยมีงานวิจัยบางฉบับได้แนะนำว่าการคัดกรองจะมีประโยชน์เมื่อเด็กมีอายุ 18 เดือน หรือเด็กกว่านั้น โดยมี 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนแรก การคัดกรองแบบทั่วไป คือ การตรวจสุขภาพของเด็กโดยกุมารแพทย์ ขั้นตอนนี้จะแสดงถึงปัญหาทางด้านพัฒนาการของเด็ก
ขั้นตอนที่สอง คือ การประเมินโดยทีมแพทย์และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งขั้นตอนนี้เด็กจะถูกวินิจฉัยว่ามีภาวะออทิสซึมหรือไม่
นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
        จากการได้ศึกษาทำความเข้าใจแล้วได้นำไปต่อยอดได้ในการให้ความรู้แก่ พ่อแม่ครอบครัว และคนในสังคมมีหลักสูตรสำหรับเด็กออทิสติกที่เน้นไปที่ภาษาและการสื่อสารทักษะการอ่านเช่นตัวอักษรและการนับเลขทักษะการเรียนรู้เช่น หรือการพิจารณาถึงความต้องการของผู้อื่นทักษะทางสังคม เช่นการให้ความสนใจกับผู้อื่นและการแบ่งปัน ทักษะในการดำรงชีวิตประจำวันและการช่วยเหลือตนเอง เช่นการแต่งตัวถูกกวาดบ้าน รวมถึงการสอนเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่นความก้าวร้าว ความโกรธเคือง





ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวปรมาภรณ์ อ่อนคำ 62121860115 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งที่ 2