นางสาวอริศรา สุภาที 62121860113 สรุปความรู้ที่ได้รับจากการดูวิดีโอ
สมัยก่อนประเทศไทย
มีการจัดกลุ่มเด็กพิเศษออกเป็น 5 ประเภท หลังจากนั้นปรับเป็น 6
ประเภทและในปัจจุบันมีทั้งหมด 7 ประเภท
ประเภทของเด็กพิเศษมีทั้งหมด
7 ประเภท ดังนี้
1. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น
สังเกตจาก การแล่น การเขียนหนังสือมีการหรี่ตาหรือมองไม่ค่อยเห็น
และเด็กชอบบ่นว่ามองไม่ชัด
2. บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
สังเกตจาก การเรียกดูว่าเด็กมีการหันมาหรือไม่ ในเด็กที่มีความบกพร่องในด้านนี้
ถ้าเขาไม่ได้ยินเสียงที่เราพูด ฉะนั้นเวลาเราสั่งทำอะไร เด็กจะไม่ได้ยิน
3.
บุคคลที่มีความบกพร่องทางอารมณ์และพฤติกรรม สังเกตจาก เด็กที่มีการซึมเศร้า
หงุดหงิด เมื่อถึงเวลาไปโรงเรียนจะมีอาการงอแงมากกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
4. บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
สังเกตจาก พัฒนาการในการเดิน การคลาน การพูดช้ากว่าปกติ
5
บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ สังเกตจาก ความชัดเจนจากการมีอาการเจ็บป่วยเรื้อรัง
แขนขาลีบ เป็นโปริโอ
6. บุคคลที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
สังเกตจาก ก่อนวัยเรียนอาจพูดช้า แต่ในวัยเรียนจะอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้
7. บุคคลออทิสติก สังเกตจาก
มีพฤติกรรมแปลกๆ ซ้ำๆ พูดโต้ตอบคนอื่นไม่ได้ ไม่เล่นกับเด็กคนอื่น
เด็กออทิสติก
เป็นเด็กที่มีความบกพร่องในการเรียนรู้หรือเด็ก LD มีจำนวน 2.5 ล้านคน ของเด็กในวัยเรียนอายุ 3-18 ปี
-ปัจจุบันมีทั้งเด็กพิเศษแท้และเด็กพิเศษเทียม
เด็กพิเศษในปัจจุบัน หมายถึง
เด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่างๆ และในปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มเด็กพิการ
เด็กที่มีความสามารถพิเศษออกเป็นเด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส
ถือว่าเป็นเด็กที่ต้องการพิเศษเช่นเดียวกัน และต้องได้รับการดูแลด้านการศึกษาด้วย
เด็กด้อยโอกาสในประเทศไทยมีถึง 30%
แบ่งออกเป็น 70% อยู่ในระบบการศึกษา และ 30% อยู่นอกระบบการศึกษา นอกจากนี้
เด็กกลุ่มนี้เป็นเด็กที่ขาดโอกาสทางการศึกษา แบ่งออกเป็นเด็กยากจน
ครอบครัวแตกแยกและเด็กเรร่อน
การเล่นเป็นการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กที่มีความตองการพิเศษ
จริง ๆแล้วเด็กในวัยนี้เป็นวัยเล่นไม่ใช่วัยเรียน
และของเล่นที่ดีที่สุดสำหรับพวกเขาก็คือ พ่อแม่และญาติพี่น้อง
หรือเด็กๆในวัยเดียวกัน ส่วนสื่อและเทคโนโลยีต่างๆจะเกิดประโยชน์สูงสุด
ถ้าพ่อแม่ได้ลงมาเล่นกับพวกเขา และพ่อแม่จะต้องมีการวางข้อกำหนดในการเล่นที่เหมาะสม
นอกจากนี้ยังต้องคอยดูแล เอาใจใส่
และมอบความรักความอบอุ่นเพื่อให้เขารู้สึกว่าเขาเหมือนคนอื่น
คำถาม3ข้อ
1.
ถ้าอยากรู้ว่าเด็กเป็นออทิสติกหรือไม่ควรสังเกตุอย่างไร
ตอบ พัฒนาการด้านภาษา
พูดช้า
หรือยังไม่พูดเมื่อถึงวัยที่สมควร
พูดคำซ้ำๆ
พูดด้วยภาษาของตัวเองที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ
พูดติดๆ ขัดๆ
พูดด้วยโทนเสียงที่ผิดปกติ
พูดไม่ชัดมากๆ
พัฒนาการด้านสังคม
(การมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง)
ไม่สบตา
ไม่มองหน้า
ไม่สื่อสารแสดงความต้องการของตัวเอง
เช่น ไม่ชี้ไปที่ของที่อยากได้
ไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า
ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ
ชอบเล่นคนเดียวหรืออยู่คนเดียว
ไม่สนใจที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับใคร
เช่น ไม่ทักใครก่อน ไม่ยิ้มให้ ไม่ยิ้มตอบ วิ่งหนีเมื่อมีคนมาทัก
ไม่สามารถสนทนากับผู้อื่นได้นานๆ
ไม่ขอความช่วยเหลือจากผู้อื่น
ไม่มีเพื่อนสนิทตามวัย
พัฒนาการด้านอื่นๆ
ชอบทำกิจกรรมเดิมซ้ำๆ
ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง
รับการเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยได้ เช่น ต้องใส่รองเท้าคู่เดิมสีเดิม
ถ้าเปลี่ยนรองเท้าคู่ที่ใส่จะร้องไห้ไม่ยอมหยุด
ชอบเรียงของให้เป็นระเบียบ
เช่น เรียงของเล่นให้เป็นแถวต่อๆ กันไป
สนใจวัตถุเฉพาะส่วน
เช่น รถยนต์ของเล่น อาจจะสนใจดูแต่ส่วนล้อที่หมุนๆ พัดลมที่ส่ายไปมา
หรือรายละเอียดบางอย่าง
ไม่เล่นสมมติตามวัย
2. เด็กที่มีปัญหาทางการฟัง
จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร
ตอบ แสดงความรัก
ความห่วงใย ความเอาใจใส่กับเด็กให้มากๆ ทำให้เขาดูเหมือนว่ายังมีคนที่รักและคอยให้กำลังใจเขาในการดำรงชีวิตอยู่เสมอ
ไม่ปล่อยให้เหมือนกับอยู่ตัวคนเดียวเพราะการไม่ได้ยินเสียงก็เหมือนกับต้องอยู่คนเดียวบนโลกใบนี้อยู่แล้วพยายามศึกษาพฤติกรรมที่เขาเป็นและพยายามสอนว่าสิ่งไหนที่ควรทำและสิ่งไหนที่ไม่ควรทำพยายามให้คำชมเชยในสิ่งที่เขาทำได้อยู่เสมอต้องไม่แสดงพฤติกรรมหรือลักษณะท่าทางในด้านลบให้เขาได้เห็น
เพราะเด็กเหล่านี้ถ้ามีอะไรมากระทบกระเทือนจิตใจนิดหน่อยก็สามารถนำไปสู่การคิดในด้านลบได้ทันที
3.
เด็กที่มีปัญหาทางการมองเห็นจะมีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร
ตอบ อุปกรณ์การสอนที่จำเป็นในระดับนี้ได้แก่
1.
หนังสือที่มีตัวพิมพ์ขนาดใหญ่เพื่อให้เด็กมองเห็นได้ง่าย
2.
หนังสือที่มีตัวอักษรนูน
3.
อุปกรณ์ในการสื่อสารเฉพาะสำหรับคนตาบอด
4.
เครื่องพิมพ์ดีดที่มีตัวพิมพ์ขนาดใหญ่กว่าเครื่องพิมพ์ดีดปกติ
5.
เครื่องเล่นแผ่นเสียง เครื่องบันทึกเสียง วิทยุ เทป เป็นต้น
(เนื่องจากเด็กที่เรียนรู้ได้ดีจากการฟัง)
6. แว่นขยาย
เครื่องฉายภาพข้ามศีรษะ สไลด์ กล้องจุลทรรศน์ จะช่วยให้เด็กมองเห็นได้ชัดเจน
7.
สมุดหรือกระดาษที่เขียนควรมีเส้นบรรทัดที่ห่าง เขียนได้สะดวก
กระดาษควรมีผิวค่อนข้างหยาบ สีของกระดาษควรเป็นสีขาวแก่ หรือ ครีม
ซึ่งได้แก่การมองเห็น
8.
ขนาดของอุปกรณ์ ควรมีขนาดใหญ่ เช่น ลูกโลกแผนภูมิต่างๆ เป็นต้น
9.
โต๊ะและเก้าอี้ ซึ่งสามารถเคลื่อนที่ และปรับให้เหมาะสมกับสายตาของเด็ก

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น