นางสาวอริศรา สุภาที 62121860113 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนครั้งที่ 1

ความรู้ที่ได้รับมีเรื่องอะไรบ้าง

1. การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน

          ความหมายเด็กที่มีการบกพร่องทางการได้ยินคือเด็กที่ไม่สามารถได้ยินเทียบเท่ากับบุคคลที่มีความสามารถในการได้ยินปกติที่สามารถรับฟังเสียงได้หูทั้งสองข้างตั้งแต่ระดับ 25 เดซิเบลขึ้นไปซึ่งจะถือว่าเป็นบุคคลที่สูญเสียการได้ยิน  (Hearing loss)

หลักเกณฑ์

บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. คนหูหนวก หมายถึง บุคคลที่สูญเสียการได้ยินมากจนไม่สามารถเข้าใจการพูดผ่านทางการได้ยินไม่ว่าจะใส่หรือไม่ใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งโดยทั่วไปหากตรวจการได้ยินจะมีการสูญเสียการได้ยิน 90 เดซิเบลขึ้นไป

2. คนหูดึง หมายถึง บุคคลที่มีการได้ยินเหลืออยู่เพียงพอที่จะได้ยินการพูดผ่านทางการได้ยิน โดยทั่วไปจะใส่เครื่องช่วยฟัง ซึ่งหากตรวจวัดการได้ยินจะมีการได้ยินน้อยกว่า 90 เดซิเบลลงมาถึง 26 เดซิเบล

สาเหตุ

แบ่งได้ 2 ประเภท ดังนี้

1. สาเหตุจากกรรมพันธุ์

เด็กมีสาเหตุจากความผิดปกติของพ่อหรือแม่ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินคนใดคนหนึ่งหรือทั้ง2 คน

2. สาเหตุจากสภาพแวดล้อม

สืบเนื่องจากการที่มารดาป่วยหรือติดเชื้อขณะตั้งครรภ์ การติดเชื้อหลังที่เด็กคลอด

 

 

 

 

ปัญหา

1. ด้านสติปัญญา

บางครั้งจะเรียนได้ช้ากว่าเด็กปกติในเรื่องการอ่าน การเขียนและทักษะในการใช้ภาษา เนื่องจากไม่สามารถได้ยินภาษาหรือคำพูดที่ใช้

2. การปรับตัวทางสังคมและบุคลิกภาพ

2.1 การติดต่อสื่อสารกับผู้อื่น

2.2 ปัญหาทางพฤติกรรม เช่น มักใช้ความรุนแรง ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง

2.3 ปัญหาในการปรับตัวมากกว่าเด็กปกติ เป็นต้น

3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน

ระดับการสูญเสียการได้ยิน ประสบการณ์ทางภาษาและประสบณ์ทางสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับคนและสิ่งของต่างๆ

 

2. การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางการมองเห็น

          1.ความหมายความหมายทั่วไป

คนตาบอดคือบุคคลที่มองไม่เห็นไม่มีการมองเห็นหรือเห็นอยู่บ้างแต่ไม่สามารถใช้สายตาได้ดีเท่าคนปกติ

          2.ความหมายทางการแพทย์

สมรรถสภาพ ของการเห็นของผู้ใดต่ำกว่าปกติ 10% ถือว่าตาบอดทั้งในด้านระยะทางที่มองเห็นและในด้านความ กว้างของการเห็นที่เรียกว่าลานตาเด็กตาบอดเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีหรือ นอกจากการรักษาเต็มที่แล้วมองเห็นได้ กว่า 3 / 60 คือ กับนิ้วไม่ได้ระยะ 3 เมตร

          3.ความหมายในเชิงกฎหมาย

ความบกพร่องทางการมองเห็นในแง่กฎหมายหมายถึงผู้ที่มีสายตาข้างที่ดี แก้ไขด้วยแว่นตาหรืออุปกรณ์อื่นได้น้อยกว่า 20 / 200 ของคนปกติ

 

 4.ความหมายในแง่ของการศึกษา

หมายถึงผู้ที่มีสายตา พิการจนกระทั่งไม่สามารถได้รับการรักษาใช้สายตาได้ไม่สามารถอ่านหรือเขียนหนังสือ ตามคนปกติได้

          5.ความหมายในแง่ทางสังคม

ผู้ที่มีความบกพร่องทางการเห็น จนเป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพหรือ ไม่สามารถประกอบอาชีพที่ ใช้สายตาตามขนาดที่อาชีพนั้นๆ

เกณฑ์การพิจารณา

เด็กทารกเกิดยังใช้สายตาได้ไม่เต็มที่มาก ต้องใช้เวลาปรับ

การประเมินการเห็น

1. การประเมินอย่างไม่เป็นทางการ

ประเมินทางจากสังเกต จากลักษณะและพฤติกรรมของเด็ก หลายสถานการณ์ผู้ประเมินเช่น พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูเด็ก ถ้าเด็กมีความเสี่ยงให้ไปพบแพทย์ทันที

2. การประเมินอย่างเป็นทางการ ประเมินใช้เครื่องมือวัดระดับสายตา ด้านการแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญที่ทางโรงพยาบาลจัดให้หรือนักวิชาการอื่นๆ

สาเหตุ

1. ตา ต้องปกติไม่มีโรคของตา

2. ระบบเส้นประกอบที่นำความรู้สึกการเห็นจากตาไปถึงสมองต้องปกติ

3. สมอง เห็นได้โดยตาสามารถจับภาพที่ชัดเจนและเส้นประสาทตาจะนำความรู้สึกนั้นส่งผ่านไปยังระบบประสาทตาแล้วจึงผ่านไปถึงสมองเมื่อสมองเป็นปกติก็จะรู้ว่าเป็นอะไรตามที่ตาเห็น

สาเหตุของความบกพร่องทางการเห็น จะแตกต่างกันในคนที่มีอายุต่างกัน เช่น ในเด็กแรกเกิดสาเหตุส่วนใหญ่มาจากโรคกรรมพันธุ์ จากการคลอดก่อนกำหนด ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุมักจะเป็นเรื่องของการเสื่อมของเนื้อเยื่อต่างๆ เช่น โรคประสาทตาเสื่อม ต้อกระจก ต้อหิน เป็นต้น

1. สาเหตุเนื่องจากกรรมพันธุ์ ถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากบิดาหรือมารดาที่มีโรคตาบกพร่อง หรืออาจผิดปกติของโครโมโซม เช่น จอประตาผิดปกติแต่กำเนิดมีความผิดปกติของเซลล์รับภาพสีในประสาทตาแต่กำเนิด มะเร็งของจอตา สายตาสั้น – ยาว หรือเอียง เด็กที่คลอดก่อนกำหนดเมื่อคลอดออกมามักมีน้ำหนักตัวน้อย มีอาการตัวเหลือง เกิดภาวะขาดออกซิเจนต้องเข้าตู้อบ มีภาวะเสี่ยงสูง เด็กมีโอกาสรับออกซิเจนมากเกินไปทำให้เกิดความผิดปกติที่ประสาทตา

2. สาเหตุเนื่องจากการติดเชื้อ อาจเกิดตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ จนคลอดออกมาและมีการติดเชื้อภายนอก เช่น โรคหัดเยอรมัน โดยเฉพาะในระยะสามเดือนแรกของการตั้งครรภ์เด็กที่เกิดมาอาจจะตาปกติ ตาฝ่อ เป็นต้อกระจก ตาไม่ได้รับการรักษาอย่างทันทีอาจจะทำให้เด็กตาบอดได้

3. สาเหตุเนื่องมาจากอุบัติเหตุ

3.1 สิ่งแปลกปลอมพวกสารเคมี หรือสารโลหะละลายที่ร้อนเข้าตา

3.2 สิ่งแปลกปลอม เช่น เหล็ก โลหะอื่นๆ

3.3 กรด – ด่าง เข้าตา จะทำให้อันตรายอย่างมากต่อตาและมักจะบอดจากการอักเสบ

3.4 แสงการหลอมแก้วเข้าตา ทำให้เลนส์ตาเสื่อมและกลายเป็นต้อกระจก

3.5 อุบัติเหตุอื่นๆ เช่น โรคขาดสารอาหาร เกิดจากการทดลองสารอาหารที่มีวิตามินเอ ต้องรีบพบแพทย์เพื่อรักษา มิฉะนั้นจะทำให้ตาบอดได้

 

3. การดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ   

          ความหมายของเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องทางร่างกายการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพเป็นกลุ่มของเด็กในกลุ่มบกพร่องในส่วนสำคัญ 2 ส่วนคือส่วนที่เกี่ยวกับความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวและส่วนที่เกี่ยวข้องกับความบกพร่องทางสุขภาพประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษามี 2 ประเภทดังนี้

1 บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวได้แก่บุคคลที่มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือขาดหายไปกระดูกหรือกล้ามเนื้อผิดปกติมีอุปสรรคในการเคลื่อนไหว

2 บุคคลที่มีความบกพร่องทางสุขภาพได้แก่บุคคลที่มีความเจ็บป่วยเรื้อรังหรือมีโรคประจำตัวที่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่องเป็นอุปสรรคต่อการศึกษา

สาเหตุ

1. สาเหตุจากสภาวการระหว่างที่มารดาตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ทารกในครรภ์กำลังมีการพัฒนาโครงสร้างของร่างกายและอวัยวะต่างๆหากมีความผิดปกติในระยะนี้อาจทำให้ทารกคลอดออกมาพิการได้

2. สาเหตุจากโรคทางพันธุกรรม มีความถ่ายทอดความผิดปกติทางสายเลือดเด็กในครรภ์ดิ้นไม่แรงหรือไม่ดิ้น เนื่องจากมีความผิดปกติทางด้านร่างกาย

3. สาเหตุจากความผิดปกติระหว่างคลอดอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างการคลอด เช่น คลอดยาก คลอดโดยการใช้เครื่องมือหรือผ่าตัดคลอด

4. สาเหตุทำให้เกิดความบกพร่องทางร่างกาย การเคลื่อนไหวหรือสุขภาพหลังคลอด ได้แก่ อุบัติเหตุก่อให้เกิดอันตราย การถูกทำร้าย เนื้องอกในสมองและไขสันหลัง ฯลฯ

เกณฑ์การพิจารณา

เกณฑ์พิจารณาทางร่างกายและการเคลื่อนไหว

1 มีอวัยวะไม่สมส่วนหรือแขนขาลีบ

2 มีอวัยวะขาดหายไปและเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต

3 มีอาการผิดรูปของกระดูกและข้อ

4 มีลักษณะกล้ามเนื้อแขนขาเกร็ง

5 มีลักษณะกล้ามเนื้อแขนขาอ่อนแรง

6 มีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ

7 ไม่สามารถนั่งทรงตัวได้ด้วยตนเอง

8 ไม่สามารถยืนทรงตัวได้ด้วยตนเอง

9 ไม่สามารถเดินได้ด้วยตนเอง

การพิจารณาด้านสุขภาพ

1.เก่งประสบอุบัติเหตุ ผ่าตัด

2. เป็นโรคเรื้อรังหรือหลอดเลือดมีภาวะผิดปกติของระบบต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

2.1 ระบบโลหิต เช่น ภาวะเลือดออกง่ายหยุดยาก ธาลัสซีเมีย ไขกระดูก

2.2 ระบบหัวใจและหลอดเลือด

2.3 ระบบประสาท เช่น อัมพาต

2.5 ระบบหายใจ เช่น หอบหืด

2.6 ระบบภูมิคุ้มกันและภูมิแพ้ เช่น ข้ออักเสบ

2.7 ระบบผิวหนัง เช่น เด็กดักแด้

ปัญหา

1. ปัญหาด้านร่างกาย เด็กกลุ่มที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพแต่ละคนจะแตกต่างกันขึ้นอยู่กับสาเหตุ และลักษณะอาการที่เป็น ปัญหาที่พบบ่อยได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว เป็นลมชัก โรคหัวใจ โรคฮีโมเฟียเลีย และความบกพร่องทางร่างกาย

2. ปัญหาด้านจิตใจและสังคม ได้แก่

2.1 มีภาวะอารมณ์ที่ฉุนเฉียวหรือหงุดหงิดง่าย

2.2 ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง

2.3 เห็นคุณค่าตนเองต่ำ

2.4 มีปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้

3. ปัญหาเกี่ยวกับการเรียนรู้

3.1 ไม่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยวิธีการเช่นเดียวกับเด็กปกติ

3.2 เรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กปกติ

2.มุมมองหรือทัศนคติที่ปรับเปลี่ยนไป

-ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ต่าง ๆ ร่วมกัน

-การนำเสนอมีบกพร่องบ้าง

          -นักศึกษาเห็นด้วยหรือไม่ที่มีการออกมาเรียกร้องให้ใส่ชุดไปรเวทไปเรียน ได้ฟังความคิดเห็นของเพื่อนทั้งฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย

3.วันนี้มีอะไรบ้างที่หนูประทับใจ

-ประทับใจตรงที่อาจารย์พาร้องเพลงเพื่อฝึกสมาธิ

-ประทับใจที่เพื่อนนำเสนอได้ดี

4.มีอะไรบ้างที่นำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

-สามารถนำความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีความบกพร่องด้านต่าง ๆ มาสังเกตเด็กละบุคคลใกล้ตัว เพื่อที่จะดูแลช่วยเหลือและช่วยเหลือได้อย่างถูกวิธี










ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวณัฐธิตา นรดี 62121860102

นางสาวปรมาภรณ์ อ่อนคำ 62121860115 บันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้ครั้งที่ 2